Nov 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

ริโอ เมืองแห่งพระเจ้า

ริโอ เดอ จาเนโร Rio de Janeiro

ริโอ เมืองแห่งพระเจ้า (กรุงเทพธุรกิจ)

โดย : ลิเวอร์ เบิร์ด

ชื่อของนคร “ริโอ เดอ จาเนโร” ประเทศบราซิล โด่งดังขึ้นมาหลังจากได้รับเลือก จากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ให้เป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมโอลิมปิก 2016 โดยเอาชนะคู่แข่งอย่าง กรุงมาดริด ประเทศสเปน ขาดลอย เนื่องจากเป็นเมืองที่ยังไม่เคยจัดงานมาก่อน ทั้งยังเป็นเมืองของทวีปอเมริกาใต้เมืองแรกที่ได้จัดโอลิมปิกอีกด้วย

ก่อนจะถึงเวลานั้น เรามาทำความรู้จักกับเจ้าภาพหมาด ๆ เมืองนี้ดูว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไรบ้าง นครริโอ เดอ จาเนโร ถูกเอ่ยถึงอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อ  500 กว่าปีก่อน ในเดือนมกราคม ปี 2045 นักสำรวจชาวโปรตุเกสที่ชื่อ กาสปาร์ เลมอส ล่องเรือมาถึงอ่าวแห่งนี้และสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นปากแม่น้ำ เขาจึงเรียกอาณาบริเวณนั้นว่า ริโอ เดอ จาเนโร ซึ่งมีความหมายว่า “แม่น้ำแห่งเดือนมกราคม”

ริโอ เดอ จาเนโร หรือที่เรียกกันว่า ริโอ เป็นเมืองหลวงของบราซิลในอดีตจนกระทั่งรัฐบาลกลางได้ย้ายเมืองหลวงมาที่เมืองบราซิเลียในปี 2503

ในเว็บไซต์ www.rio2016.org ที่เปิดขึ้นมาประชาสัมพันธ์เมืองในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกระบุความ พร้อมไว้ว่า บราซิลมีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 10 ของโลก และคาดการณ์ว่าจะขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ภายในปี 2559 เมื่อเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก นอกจากนี้บราซิลยังเป็นประเทศส่งออกอาหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกและเป็นผู้ผลิตน้ำมันและแร่รายใหญ่รายหนึ่งของโลกด้วย

ริโอ เดอ จาเนโร Rio de Janeiro

บราซิลเสนองบประมาณในการจัดโอลิมปิกครั้งนี้ถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหวังว่าการเป็นเจ้าภาพจะช่วยยกสถานภาพและเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจของ ประเทศบนเวทีโลก และทำให้ริโอกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวและสถานที่จัดประชุมนานาชาติเช่นเดียว กับที่เคยเกิดขึ้นกับ บาร์เซโลนา ของสเปน เมื่อครั้งเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปี ค.ศ.1992

ริโอ เดอ จาเนโร Rio de Janeiro

ริโอ ซึ่งเป็นประตูสู่บราซิลได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่งดงามที่สุดแห่ง หนึ่งในโลกจนได้รับขนานนามว่า “เมืองที่ยอดเยี่ยม” โดยเฉพาะชายหาดชื่อดังอย่าง โคปาคาบานา และ อีปาเนมา ซึ่งว่ากันว่าเป็นชายหาดที่เซ็กซี่มากที่สุดในโลก ส่วนชื่อเสียงด้านวัฒนธรรมก็ไม่น้อยหน้าใคร อย่าง “คาร์นิวัล” เทศกาลรื่นเริงประจำปีของบราซิลก็มีนักท่องเที่ยวไปร่วมงาน 5 แสนคนต่อปี ริโอยังเป็นเมืองที่ให้กำเนิดแนวเพลงบอสซาโนว่าด้วย

แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและโด่งดังมากก็คือ รูปปั้นของพระเยซูชื่อ Christ of Redeemer ที่ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน รูปปั้นที่สูงประมาณ 700 เมตรนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาคอร์โควาโด เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองและชายหาดที่สวยที่สุด นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถรางไปบนยอดเขา เพื่อมองรูปปั้นอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบราซิลและคริสต์ศาสนิกชนทั่ว โลกอย่างใกล้ชิด ชาวบราซิลมักจะกล่าวอ้างว่าพระเจ้าเป็นชาวบราซิล ซึ่งอาจเป็นเพราะรูปปั้นพระเยซูที่ยืนเพ่งมองมายังเมืองราวกับว่าริโออยู่ ในความคุ้มครองของพระองค์

ริโอ เดอ จาเนโร Rio de Janeiro

ภูเขาชูการ์ โลฟ ซึ่งเป็นภูเขาหินแกรนิตที่ตั้งตรงขึ้นมาจากผิวน้ำ สูงประมาณ 400 เมตร ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของริโอ และเป็นจุดชมวิวของอ่าวกัวนาบาร่า

ริโอ เดอ จาเนโร Rio de Janeiro

สนามกีฬามารากาน่า ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเหมือนวิหารของฟุตบอลบราซิล ก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 3 ของเมือง และเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองภาคภูมิใจมาก มีเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของฟุตบอลบราซิลเกิดขึ้นที่นี่มากมาย เช่น การยิงประตูที่ 1,000 ของเปเล่ ตำนานลูกหนังแซมบ้าเมื่อ 40 ปีก่อน และยังเป็นสนามที่เขาลงเล่นให้ทีมชาติเป็นนัดแรกด้วย ในอนาคตสนามนี้จะถูกใช้เป็นที่จัดพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพรวมถึงใช้จัดพิธีเปิดและปิดกีฬาโอลิมปิก 2016 ด้วย

ถ้า มีโอกาสได้ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ ก็ไม่ควรพลาดโอกาสไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ แต่คงต้องระมัดระวังตัวด้วย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเมืองอันงดงาม แต่ริโอก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีอาชญากรรมสูงมากแห่งหนึ่งในละตินอเมริกา จนมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสะท้อนให้เห็นความรุนแรง ในชื่อ City of God หรือ เมืองแห่งพระเจ้า นั่นเอง

Nov 3

http://61.19.236.136/tourrist/images/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B22.jpg

http://61.19.236.136/tourrist/images/%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B23.jpg

หาดบางเบ้า เป็นหมู่บ้านประมงที่น่าสนใจ บ้านพักอาศัยปลูกโดยปักเสาลงในทะเล มีสะพานเชื่อมติดต่อถึงกันโดยตลอด ทำให้ท่านสามารถ หาสถานที่ตกปลาได้เป็นอย่างดี แต่มีพื้นที่เล่นน้ำได้เฉพาะบางรีสอร์ทเท่านั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพประมงดักหมึก มีบังกะโลที่พัก และแหล่งปะการังใต้น้ำ เกาะช้าง

Oct 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

โคเปนเฮเกน เมืองในเทพนิยาย (Lisa)

กับบรรยากาศสวยซึ้ง สง่างาม และผ่อนคลายดั่งต้องมนต์เมื่อได้มาเยือนแล้วลืมไม่ลง

โคเปนเฮเกนเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองชายฝั่งทะเลของประเทศเดนมาร์ก ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันออกของเกาะซีแลนด์ และเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญ เนื่องจากมีการทำประมงและเป็นเมืองท่าของการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม โคเปนเฮเกนยังเป็นเมืองใหญ่ที่สวยงามและน่าสนใจ ด้วยมีลักษณะของการผสมผสานวิถีชีวิตหลากหลาย

ที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ศิลปินอิสระ และนักมายากล ที่กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของยุโรปและสแกนดิเนเวีย พวกเขาต่างพากันมาแสดงงานที่หน้าศาลากลางเป็นประจำ เพื่อให้ผู้สัญจรไปมาได้ชม และแลกกับเงินยังชีพที่ผู้สัญจรจะให้ตามศรัทธา หากคุณไม่อยากเดินก็สามารถเช่าจักรยานขี่เที่ยวชมเมืองได้ในราคาประมาณ 120 บาท ทางเท้าในโคเปนเฮเกนนี้ ยังขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด และยาวที่สุดในโลกอีกด้วย

ช้อปปิ้ง

สำ หรับนักช้อปที่โคเปนเฮเกนก็มีงานศิลปะของเดนิชที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น เครื่องลายครามของ Royal Copenhagen และไฮไฟแสนเท่าของ Bang & Olufen และยังมีหลายดีไซเนอร์นานาชาติที่มีชื่อเสียงของที่นี่อีกด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ งานออกร้านประจำปีด้วยบรรยากาศคึกคัก และมีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อหาได้ตามใจชอบ

สวนสาธารณะติโวลิ

บรรยากาศตอนค่ำคืนของ “สวนสาธารณะติโวลิ” นั้น สุดแสนจะโรแมนติกด้วยไฟจากโคมดวงเล็กๆ หลากหลายสีสันที่ส่องประกายระยับไปทั่วบริเวณ เหมือนจำลองดวงดาวนับหมื่นแสนดวงมาจากฟากฟ้าจำนวนโคมไฟที่นับได้ก็คือ 110,718 ดวง

พักผ่อนที่ชายฝั่ง

Nyhavn ตั้งอยู่ริมชายฝั่งของโคเปนเฮเกน ยามค่ำคืนก็โรแมนติกด้วยแสงไฟไม่แพ้สวนติโวลิ บริเวณท่าจอดเรือมีร้านอาหารบนเรือไม้ ที่เวลานั่งอาจจะโคลงเคลงบ้างแต่ก็ได้บรรยากาศที่ด ีหากไม่มีที่นั่งก็สามารถนั่งดื่มเบียร์และกินฮอตด็อกที่โป๊ะของท่าเรือ พร้อมดื่มบรรยากาศรอบๆ ตัวไปด้วย

เที่ยวชมเมือง

หากอยาก นั่งเรือเพื่อชมเมือง สามารถขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือคริสเตียน ซึ่งมีรูแปบบคล้ายกับบรรยากาศการนั่งเรือเลียบคูคลองในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ นอกจานี้ ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เพิ่งสร้างใหม่เอี่ยมที่ ไอส์แลนด์ บริกเกอร์ และไม่ไกลจากที่นี่ก็มีสาธารณรัฐคริสเตียเนีย ซึ่งเป็นรัฐเอกเทศขนาดเล็กๆ มีกฎหมายของตนเอง และมีประชาชนอาศัยอยู่รวมกันประมาณ 900 คน เท่านั้นเอง

ตั้งแต่เที่ยงวันจะมีนักท่องเที่ยวมายังพระราชวังหลวงคือ “ชโลส อะมาเลียนบอร์ก” กันอย่างเนืองแน่น เพื่อชมการสับเปลี่ยนเวรยามของทหารหน้าพระราชวังหลวง ซึ่งมีความเป็นระเบียบสง่างามขึ้น

โคเปนเฮเกน วันนี้จึงมีบรรยากาศมากมายให้เลือกสัมผัส เป็นดั่งเมืองในเทพนิยายที่คุณจะไม่มีวันลืมเลือน จนต้องหาโอกาสกลับไปเยือนซ้ำรอยอีกสักคราอย่างแน่นอน

Oct 13

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

เชื่อว่าวันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก หลวงพระบาง เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกในฐานะที่ “อนุรักษ์ความเก่าแก่ดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (The best preserved city in South-East Asia) แน่นอนว่าที่นี่ยังมีความดิบของธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ของอากาศ ในอุณหภูมิที่เย็นสบาย และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของผู้คนให้เราได้เห็น ยิ่งช่วงฤดูหนาวแบบนี้ บรรยากาศคงดีไม่น้อย ว่าแต่ หลวงพระบาง จะมีอะไรน่าสนใจจนสามารถกระตุกต่อมนักเดินทางอย่างเราให้ไปเยือนได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

ประวัติเมืองหลวงพระบาง

หลวงพระบาง ในอดีตเคยเป็นราชธานีศรีสัตนาคนหุตแห่งอาณาจักรล้านช้าง จึงทำให้เมืองนี้ เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งล้านนาเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัฒนธรรม แต่เดิมนั้นเมืองหลวงพระบาง มีชื่อว่าเมืองชวา อันเนื่องมาจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่า เชียงทอง เรื่อยมา จนกระทั่ง กษัตริย์ขอมได้พระราชทานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า พระบาง เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้มจึงทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “หลวงพระบาง”

ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางมีประชากรประมาณห้าแสนคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมืองหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางเหนือของนครเวียงจันทน์ ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางหลวงหมายเลข 13 ใช้เวลาเดินทางราว 8 – 10 ชั่วโมง เนื่องจากถนนที่ไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม มีเครื่องบินจากนครเวียงจันทน์ถึงหลวงพระบางโดยสายการบินลาว ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาที

อย่างที่เกริ่นไปแล้วเบื้องต้นว่า หลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์โคโลเนียลสไตล์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ในขณะที่มรดกโลกแห่งอื่นอาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจงในโบราณสถาน ธรรมชาติ แต่หลวงพระบางทั้งเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักษ์รักษาที่ดีที่สุดใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มาถึงหลวงพระบางแล้วเที่ยวไหนดี

สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในหลวงพระบาง จะหนักไปในทางวัดวาอาราม ซึ่งมีศิลปะงดงาม ขนาดกระทัดรัดไม่ใหญ่โตนัก โดยมีวัดต่างๆ มากมายถึง 40 วัด เรียกได้ว่า ถ้าใครมาหลวงพระบาง ได้เที่ยววัด ดูสถาปัตยกรรมโบราณก็เกินคุ้ม ส่วนนักช้อปทั้งหลายก็ไม่ต้องกลัวจะหาซื้อของฝากได้ยากเย็น เพราะที่นี่เขามีตลาดกลางคืน หรือไนท์มาร์เก็ตที่สวยงามมาก บรรยากาศก็ดี และ รับประกันได้เลยว่า ทุกคนจะสนุกสนานกับการเทียบเงินบาทเป็นเงินกีบ สินค้าที่ไนท์มาร์เก็ตก็ต่อรองกันได้ เอาล่ะ ทีนี้จะพาคุณๆ มาโฟกัสสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ และวัดสำคัญๆ กันละนะ เริ่มกันที่…

 วัดเชียงทอง

วัดเชียงทอง ถือเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ เมืองพระบาง มีหลังคาซ้อน 3 ชั้น รูปทรงหลังคาผายกว้างออกเรียกว่าหลังคาปีกนก ทั้งภายในและภายนอกสิม(อุโบสถ)ล้วนมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นลายรดน้ำลงรักปิดทอง เป็นเรื่องราวนิทานพื้นบ้านและเรื่องเกี่ยวกับศาสนา และหากเดินมาทางด้านหลังสิมก็จะเห็นลวดลายประดับกระจกสีเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ มีนกและสัตว์นานาชนิด ซึ่งต้นไม้นั้นก็คือต้นทอง หรือต้นงิ้ว ที่พระเจ้าศรีสว่างวัฒนาได้โปรดฯ ให้ช่างทำไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึง ชื่อเชียงทอง หมายความถึง ป่าต้นทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมบริเวณนี้นั่นเอง

และสำหรับใครที่ได้มาวัดแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมก็คือ หอพระม่านและหอพระพุทธไสยาสน์ที่อยู่ด้านหลังสิม หอ พระเล็กๆ สองหลังนี้ทาด้วยสีชมพู ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้านของลาว หากลองเดินดูใกล้ๆ ก็จะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวลาวผ่านรูปภาพเหล่านั้นด้วย

พระธาตุจอมพูสี

พระธาตุจอมพูสี โด่ดเด่นอยู่บนยอดเขากลางในเมืองหลวงพระบาง ในสมัยโบราณคือศูนย์กลางวัฒนธรรม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นมิ่งขวัญของชาวหลวงพระบาง ซึ่งคนส่วนมากที่ไปเที่ยวหลวงพระบางแล้ว แต่อยากไปเห็นพระธาตุจอมพูสีจนมีคำพูดติดปากกันว่า “ไปเที่ยวหลวงพระบางถ้าไม่ได้ขึ้นพระธาตุจอมพูสีก็เท่ากับว่าไปไม่ถึงหลวงพระบาง”

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม วัดแห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระบาง และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าพระบางอีกด้วย ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้เป็นที่ให้ประชาชนมาสรงน้ำพระบางในวันงานบุญปีใหม่ (วันสงกรานต์)

วัดวิชุน

วัดวิชุน วัดที่เจ้าชีวิตวิชุนราชโปรดฯ ให้สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2046 และตั้งชื่อวัดตามพระนามของพระองค์ วัดแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำคัญอย่างพระบาง พระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางอีกด้วยเราเข้าไปไหว้พระประธานภายในสิม หลังจากกราบพระเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเดินไปด้านหลังพระประธานเพื่อชมพระพุทธรูปไม้เก่าแก่ รวมทั้งศิลปวัตถุต่างๆ ที่รวบรวมจากวัดร้างต่างๆ ในหลวงพระบางมาเก็บรักษาไว้ที่นี่ นอกจากนี้ ในวัดวิชุนยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ “พระธาตุหมากโม” พระธาตุที่มีลักษณะคล้ายผลแตงโมคว่ำผ่าครึ่ง เป็นพระธาตุสำคัญของวัดและของเมืองหลวงพระบางอีกแห่งหนึ่งด้วย

ถ้ำติ่ง

ถ้ำติ่ง

ถ้ำติ่ง เป็นถ้ำน้อย ตั้งอยู่ปากอู ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมายมหาศาล ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเป็นเวลายาวนานเท่าใดที่ประชาชนได้นำเอาพระพุทธ รูปมาถวายเป็นที่เคารพบูชาไว้ที่ถ้ำกลางแม่น้ำโขง ซึ่งพระพุทธรูปอยู่ที่ถ้ำดังกล่าว ยิ่งนับวันก็ยิ่งมากขึ้น เนื่องจากทุกๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ลาว ชาวหลวงประบางจะพากันล่องเรือมาทำบุญกันอยู่ที่นี่ ในการมาทำบุญกันแต่ละครั้งจะนำเอาพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ และทำด้วยไม้แกะสลักมาถวาย

น้ำตกตาดกวางสี

น้ำตกตาดกวางสี

น้ำตกตาดกวางสี ตั้ง อยู่ห่างจากหลวงพระบางลงไปทางใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการพักผ่อน เพราะมีอากาศบริสุทธิ์และมีธรรมชาติอันสวยงามเขียวชอุ่มไปทั่ว เป็นที่น่าพิศวงยิ่งนักตามเส้นทางท่านจะได้พบกับวิถีชีวิตและความเป็น เอกลักษณ์อันแท้จริงของบรรดาชนกลุ่มน้อยในลาวโดยเฉพาะหมู่บ้านลาวเทิง เช่น หมู่บ้านท่าแป้น, บ้านตาดและบ้านอู้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวหลวงพระบางดั้งเดิมซึ่งยังคงรักษาการดำรงชีวิตแบบ ลาวๆ เกือบหมดทุกอย่างและท่านจะได้พบกับการดำข้าวด้วยพลังงานของกระแสน้ำ

ตบท้ายด้วย ตลาดมืด ถนนข้าวเหนียว ยามค่ำคืน บริเวณถนนศรีสว่างวงศ์จะถูกปิด แล้วถูกแปรสภาพกลายเป็น ตลาดมืด ไม่ใช่ขายของผิดกฏหมาย แต่ขายของพื้นเมือง มีหลากหลายให้เราเลือกซื้อ ทั้งกระเป๋า ผ้าพันคอ ปลอกหมอน จนถึงผ้าปูที่นอน สร้อย แหวน กำไล หรือ ธูปหอม ฯลฯ ….น่าซื้อไปเสียหมด ส่วนราคาก็ต้องต่อรองเอาเอง แนะนำว่า ควรสอบถามราคา หลายๆร้าน บางร้านอยู่ไกลหน่อย ราคาก็ถูกลง ถนนนี้ มีคำพูดเล่นๆ ว่า เมืองไทยมี ถนนข้าวสาร ถนนนี้ เป็น พี่น้องกัน ชื่อ ถนนข้าวเหนียว

ทั้งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวและวัดสำคัญที่เข้าชม จะต้องซื้อบัตรเพื่อบำรุงสถานที่ทุกๆ แห่ง สถานที่ละ 20,000 กีบเท่ากัน หรือราว 74 บาท

การเดินทาง

ปัจจุบันการจะเดินทางไป หลวงพระบาง นั้นแสนจะสะดวก ทั้งทางบกและทางน้ำ ทั้งด้านหนองคาย น่าน และทางเรือจากเชียงของเชียงราย ตามลำน้ำโขง เส้นทางสายการบินหลายสายและแอร์ลาว รวมทั้งที่พักระดับธรรมดาไปจนถึงสี่ดาว เพื่อพักผ่อนในเมืองสงบที่มีมีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ซึ่งยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

ทั้ง นี้ พี่น้องชาวไทยทุกท่านสามารถเข้าเมืองหลวงพระบางโดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า แถมเงินบาทไทยยังสามารถใช้ได้ทั่วทุกท้องถิ่นในหลวงพระบาง ทางคมนาคมก็สะดวก แหม ช่วงนี้ถ้าใครอยากเที่ยวต่างประเทศแบบใกล้ๆ แถมยังสบายกระเป๋า หลวงพระบาง ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ใช่ไหมล่ะคะ

Oct 9
ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ฮอยอัน ในวันฝนพรำ (Lisa)

สัมผัสวิถีและลีลาของเมืองเก่าอายุนับพันปีแต่ทว่ายังมีลมหายใจจวบจนวันนี้

หากมองข้ามตำแหน่ง “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็น “มายาคติ” ที่มาพร้อมกับกระแสทุนนิยม เมืองฮอยอัน ที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของ เวียดนาม นับว่ามีสิ่งล่อตาล่อใจให้อยากไปสัมผัสไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณอายุกว่าพันปีที่ยังมีลมหายใจจนถึงปัจจุบัน เมืองที่ท้องทะเลยังพิสุทธิ์ใส หรือกระทั่งเมืองที่ผู้คนยังใส่ชื่อไร้มารยา ฯลฯ ว่ากันว่าการไปเยี่ยมเยือนเมืองแห่งนี้ในช่วงที่สายฝนพรำ ถือเป็นช่วงที่งดงามที่สุด เพราะต้นไม้ใบหญ้าก็ระเริงรื่นด้วยสายฝน ผู้คนที่เป็นหัวใจของเมืองก็มีสีหน้าฉ่ำชื่นเนื่องด้วยข้าวและปลาอุดม สมบูรณ์

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

เมืองพันปี แต่ยังมีลมหายใจ

ฮอยอัน (Hoi An) แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองถึงขนาดที่ว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรจามปา (ร่วมสมัยกับทวารวดี) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม เป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าอุดสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก เพราะตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทูโบน เล่ากันว่าเมื่อกว่าพันปีที่แล้วฮอยอันมีชาวต่างชาติต่างภาษาเข้ามาติดต่อ ค้าขายมากมาย ผู้คนเหล่านั้นมาสร้างความเจริญให้ฮอยอัน ปรากฏหลักฐานเป็นงานสถาปัตยกรรมในรูปแบบเฉพาะของฮอยอัน ซึ่งดูแล้วก็ผสมปนเปในหลาย ๆ วัฒนธรรม จะว่าอินเดียก็ไม่ใช่ จีนก็ไม่เชิงหรือตะวันตกก็ยังไม่เหมือน

งานสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนหลงใหล และทั้งหมดยังมีลมหายใจ คือยังมีผู้คนอยู่อาศัย ยกเว้นเพียงพระราชวังเท่านั้นที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว จากเหตุผลข้อนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว UNESCO จึงได้ยกฐานะฮอยอันขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งกินอาณาบริเวณทั้งตัวเมือง ส่งผลให้ทุกวันนี้ฮอยอันเป็นหนึ่งในปลายทางของนักท่องเที่ยวผู้โหยหาอดีต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้เห็นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ร้านอาหาร รวมถึงโรมแรมทันสมัยที่แข่งขันกันผุดขึ้นทั่วทั้งเมือง

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ถนนสายวัฒนธรรม

“ถนนตรันฝ” ที่ตัดผ่านเมืองฮอยอันถือเป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณแห่งนี้ สองฟากฝั่งถนนเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์โบราณมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคหบดีชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2388-2488 สถานที่ที่ควรไปเยี่ยมชมของถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้ เช่น จั่วฟุกเกี๋ยน หรือสมาคมชาวจีน ซึ่งเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดของถนนสายนี้ มีอายุเกือบ 200 ปี

ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ ยังมีวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระนางเทียนเห่า (เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์) ส่วนสถานที่แห่งที่สองที่อยากให้ไปเยี่ยมชมก็คือ “บ้านเลขที่ 101″ ซึ่งเป็นคฤหาสน์ของตระกูลเก่าแก่ที่สุดของฮอยอัน นั่นก็คือตระกูล “Tan Ky” จากอดีตจนถึงปัจจุบันหฤหาสน์หลังนี้ผ่านการอยู่อาศัยมาแล้วกว่า 7 ชั่วคน นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอัน ภายในแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนตามวัฒนธรรมเวียดนามได้อย่างลงตัว สองฟากฝั่งของถนนตรันฝูยังมีร้านรวงขายสินค้าพื้นเมืองเวียดนามรวมถึงอาหาร พื้นเมืองรสชาติน่าลิ้มลอง

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ความงามสองฟาก “ทูโบน”

จากวันวานจนถึงวันนี้ แม่น้ำทูโบนถือว่าเป็นสายเลือดหลักของฮอยอัน หากมาฮอยอันแล้วไม่ได้มานั่งเรือชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำ ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงฮอยอัน แม่น้ำทูโบนในอดีตถือเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางที่โลกตะวัน ตกมาพบกับโลกตะวันออกก็ว่าได้ แต่หลังจากแม่น้ำทูโบนเริ่มตื้นเขิน เรือสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้ เมืองดานังที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้จึงขึ้นมาเป็นเมืองท่าสำคัญแทน ในปัจจุบันสายน้ำแห่งนี้ก็ยังคงรินไหล ภาพชีวิตก็คล้ายแบบเดิม ๆ คือยังมีชาวบ้านแจวเรือออกหาปลาและใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร ดังนั้น การมาชมลีลาของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ จึงคล้ายกับว่าเรากำลังเดินทางย้อนเวลากลับไปหาอดีตยังไงยังงั้น

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ต้องมนต์อีกครั้งที่ “หาดเกาได๋”

นอกจากฮอยอันจะมีอาคารแบบซิโน-โปรตุกีสโคโลเนีล หรือแบบที่เก่าแก่กว่านั้นให้เสพชมแล้ว เลยออกไปจากฝั่งเมืองเก่าไม่มากนัก (คนละฝั่งของแม่น้ำทูโบน) ยังเป็นที่ตั้งของชายหาดที่สวยจนอาจลืมไม่ลง ซึ่งมีชื่อว่า “เกาได๋” เสน่ห์ของชายหาดแห่งนี้ก็คือภาพของทรายสีขาวเนื้อละเอียดตัดกับน้ำทะเลสี เขียวความที่อยู่เบื้องหน้า ที่สำคัญชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างสงบงาม คือนักท่องเที่ยวยังไม่พลุกพล่านมากนัก แต่ก็มีกิจกรรทางน้ำให้เลือกสนุกมากมาย นอกจากนี้ ฝั่งตรงข้ามของชายหาดยังมีโรงแรมระดับคุณภาพเปิดให้บริการอย่างหลากหลาย รวมถึงมีร้านอาหารทะเลที่น่าลิ้มลอง หากอยากสัมผัสอาหารเลสไตล์เวียดนามแท้ ๆ หาดเกาได๋ควรเป็นหนึ่งในจุดหมายที่คุณห้ามมองข้าม

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

Extra Tips

สำหรับ การเที่ยวชมเมืองฮอยอัน ต้องซื้อบัตรเข้าชม หากเป็นชาวต่างชาติท่านละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถเข้าชมได้ 5 สถานที่ ภายในในหนึ่งวัน หากเป็นสถานที่ที่ 6 ต้องจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มสถานที่ละ 2 คอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสถานที่จำหน่ายบัตรก็คือบริเวณหัวถนนตรันฝู จะเลือกชมเมืองเก่าด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน หรือใช้บริการสามล้อถีบก็ได้ตามแต่ความพึงพอใจ

อาหาร พื้นเมืองสไตล์เวียดนามแท้ ๆ จะแตกต่างจากอาหารเวียดนามที่จำหน่ายในเมืองไทย ทั้งชื่อเรียกหน้าตา และส่วนผสม ดังนั้น หากอยากลิ้มลองอาหารเวียดนามแท้ ๆ ควรถามชื่อส่วนผสม และรสชาติก่อนสั่ง ซึ่งอาหารเวียดนามแท้ ๆ จะมีเอกลักษณ์สำคัญคือ มีผักจานโตเสิร์ฟเป็นเครื่องเคียง อาหารเวียดนามที่ฮอยอันรสชาติค่อนข้างจืด และไม่ว่าจะเป็นภัตตาคารระดับคุณภาพหรือร้านอาหารข้างทาง จะหนักไปที่การใช้ผงชูรสเป็นเครื่องปรุงรสหลัก ดังนั้น หากแพ้หรือไม่รับประทานผงชูรสก็ควรกำชับคนปรุงให้ดี

Fast Facts

จาก จังหวัดมุกดาหารสามารถขับรถไปเมืองฮอยอันได้ โดยข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 สู่แขวงสะวันเขต (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และเข้าสู่ประเทศเวียดนามที่เมืองลาวบาว เว้ ดานัง และเมืองฮอยอัน โดยใช้เวลาในการขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ถือเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุดสำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่ฮอยอัน ณ วันนี้

หาก ไม่สะดวกเดินทางโดยรถยนต์ก็สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ แต่ต้องไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮานอย (ใช้เวลาบินประมาณ 1.30 ชั่วโมง) จากนั้นก็นั่งรถไฟล่องลงมาสู่ฮอยอัน (ใช้เวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมง)

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway