Oct 16

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

โคเปนเฮเกน เมืองในเทพนิยาย (Lisa)

กับบรรยากาศสวยซึ้ง สง่างาม และผ่อนคลายดั่งต้องมนต์เมื่อได้มาเยือนแล้วลืมไม่ลง

โคเปนเฮเกนเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองชายฝั่งทะเลของประเทศเดนมาร์ก ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันออกของเกาะซีแลนด์ และเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญ เนื่องจากมีการทำประมงและเป็นเมืองท่าของการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม โคเปนเฮเกนยังเป็นเมืองใหญ่ที่สวยงามและน่าสนใจ ด้วยมีลักษณะของการผสมผสานวิถีชีวิตหลากหลาย

ที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ศิลปินอิสระ และนักมายากล ที่กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของยุโรปและสแกนดิเนเวีย พวกเขาต่างพากันมาแสดงงานที่หน้าศาลากลางเป็นประจำ เพื่อให้ผู้สัญจรไปมาได้ชม และแลกกับเงินยังชีพที่ผู้สัญจรจะให้ตามศรัทธา หากคุณไม่อยากเดินก็สามารถเช่าจักรยานขี่เที่ยวชมเมืองได้ในราคาประมาณ 120 บาท ทางเท้าในโคเปนเฮเกนนี้ ยังขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด และยาวที่สุดในโลกอีกด้วย

ช้อปปิ้ง

สำ หรับนักช้อปที่โคเปนเฮเกนก็มีงานศิลปะของเดนิชที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น เครื่องลายครามของ Royal Copenhagen และไฮไฟแสนเท่าของ Bang & Olufen และยังมีหลายดีไซเนอร์นานาชาติที่มีชื่อเสียงของที่นี่อีกด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ งานออกร้านประจำปีด้วยบรรยากาศคึกคัก และมีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อหาได้ตามใจชอบ

สวนสาธารณะติโวลิ

บรรยากาศตอนค่ำคืนของ “สวนสาธารณะติโวลิ” นั้น สุดแสนจะโรแมนติกด้วยไฟจากโคมดวงเล็กๆ หลากหลายสีสันที่ส่องประกายระยับไปทั่วบริเวณ เหมือนจำลองดวงดาวนับหมื่นแสนดวงมาจากฟากฟ้าจำนวนโคมไฟที่นับได้ก็คือ 110,718 ดวง

พักผ่อนที่ชายฝั่ง

Nyhavn ตั้งอยู่ริมชายฝั่งของโคเปนเฮเกน ยามค่ำคืนก็โรแมนติกด้วยแสงไฟไม่แพ้สวนติโวลิ บริเวณท่าจอดเรือมีร้านอาหารบนเรือไม้ ที่เวลานั่งอาจจะโคลงเคลงบ้างแต่ก็ได้บรรยากาศที่ด ีหากไม่มีที่นั่งก็สามารถนั่งดื่มเบียร์และกินฮอตด็อกที่โป๊ะของท่าเรือ พร้อมดื่มบรรยากาศรอบๆ ตัวไปด้วย

เที่ยวชมเมือง

หากอยาก นั่งเรือเพื่อชมเมือง สามารถขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือคริสเตียน ซึ่งมีรูแปบบคล้ายกับบรรยากาศการนั่งเรือเลียบคูคลองในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ นอกจานี้ ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เพิ่งสร้างใหม่เอี่ยมที่ ไอส์แลนด์ บริกเกอร์ และไม่ไกลจากที่นี่ก็มีสาธารณรัฐคริสเตียเนีย ซึ่งเป็นรัฐเอกเทศขนาดเล็กๆ มีกฎหมายของตนเอง และมีประชาชนอาศัยอยู่รวมกันประมาณ 900 คน เท่านั้นเอง

ตั้งแต่เที่ยงวันจะมีนักท่องเที่ยวมายังพระราชวังหลวงคือ “ชโลส อะมาเลียนบอร์ก” กันอย่างเนืองแน่น เพื่อชมการสับเปลี่ยนเวรยามของทหารหน้าพระราชวังหลวง ซึ่งมีความเป็นระเบียบสง่างามขึ้น

โคเปนเฮเกน วันนี้จึงมีบรรยากาศมากมายให้เลือกสัมผัส เป็นดั่งเมืองในเทพนิยายที่คุณจะไม่มีวันลืมเลือน จนต้องหาโอกาสกลับไปเยือนซ้ำรอยอีกสักคราอย่างแน่นอน

Oct 13

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

เชื่อว่าวันนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก หลวงพระบาง เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกในฐานะที่ “อนุรักษ์ความเก่าแก่ดั้งเดิมไว้ได้ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (The best preserved city in South-East Asia) แน่นอนว่าที่นี่ยังมีความดิบของธรรมชาติ ความบริสุทธิ์ของอากาศ ในอุณหภูมิที่เย็นสบาย และวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของผู้คนให้เราได้เห็น ยิ่งช่วงฤดูหนาวแบบนี้ บรรยากาศคงดีไม่น้อย ว่าแต่ หลวงพระบาง จะมีอะไรน่าสนใจจนสามารถกระตุกต่อมนักเดินทางอย่างเราให้ไปเยือนได้บ้าง ตามมาดูกันเลย

ประวัติเมืองหลวงพระบาง

หลวงพระบาง ในอดีตเคยเป็นราชธานีศรีสัตนาคนหุตแห่งอาณาจักรล้านช้าง จึงทำให้เมืองนี้ เต็มไปด้วยกลิ่นไอแห่งล้านนาเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัฒนธรรม แต่เดิมนั้นเมืองหลวงพระบาง มีชื่อว่าเมืองชวา อันเนื่องมาจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่า เชียงทอง เรื่อยมา จนกระทั่ง กษัตริย์ขอมได้พระราชทานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า พระบาง เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้มจึงทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “หลวงพระบาง”

ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางมีประชากรประมาณห้าแสนคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมืองหลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางเหนือของนครเวียงจันทน์ ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางหลวงหมายเลข 13 ใช้เวลาเดินทางราว 8 – 10 ชั่วโมง เนื่องจากถนนที่ไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม มีเครื่องบินจากนครเวียงจันทน์ถึงหลวงพระบางโดยสายการบินลาว ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาที

อย่างที่เกริ่นไปแล้วเบื้องต้นว่า หลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือ มีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรือนอันเป็นเอกลักษณ์โคโลเนียลสไตล์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม ในขณะที่มรดกโลกแห่งอื่นอาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจงในโบราณสถาน ธรรมชาติ แต่หลวงพระบางทั้งเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักษ์รักษาที่ดีที่สุดใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

มาถึงหลวงพระบางแล้วเที่ยวไหนดี

สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในหลวงพระบาง จะหนักไปในทางวัดวาอาราม ซึ่งมีศิลปะงดงาม ขนาดกระทัดรัดไม่ใหญ่โตนัก โดยมีวัดต่างๆ มากมายถึง 40 วัด เรียกได้ว่า ถ้าใครมาหลวงพระบาง ได้เที่ยววัด ดูสถาปัตยกรรมโบราณก็เกินคุ้ม ส่วนนักช้อปทั้งหลายก็ไม่ต้องกลัวจะหาซื้อของฝากได้ยากเย็น เพราะที่นี่เขามีตลาดกลางคืน หรือไนท์มาร์เก็ตที่สวยงามมาก บรรยากาศก็ดี และ รับประกันได้เลยว่า ทุกคนจะสนุกสนานกับการเทียบเงินบาทเป็นเงินกีบ สินค้าที่ไนท์มาร์เก็ตก็ต่อรองกันได้ เอาล่ะ ทีนี้จะพาคุณๆ มาโฟกัสสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ และวัดสำคัญๆ กันละนะ เริ่มกันที่…

 วัดเชียงทอง

วัดเชียงทอง ถือเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมล้านช้าง ณ เมืองพระบาง มีหลังคาซ้อน 3 ชั้น รูปทรงหลังคาผายกว้างออกเรียกว่าหลังคาปีกนก ทั้งภายในและภายนอกสิม(อุโบสถ)ล้วนมีจิตรกรรมฝาผนังเป็นลายรดน้ำลงรักปิดทอง เป็นเรื่องราวนิทานพื้นบ้านและเรื่องเกี่ยวกับศาสนา และหากเดินมาทางด้านหลังสิมก็จะเห็นลวดลายประดับกระจกสีเป็นรูปต้นไม้ใหญ่ มีนกและสัตว์นานาชนิด ซึ่งต้นไม้นั้นก็คือต้นทอง หรือต้นงิ้ว ที่พระเจ้าศรีสว่างวัฒนาได้โปรดฯ ให้ช่างทำไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึง ชื่อเชียงทอง หมายความถึง ป่าต้นทอง ซึ่งเป็นพื้นที่ดั้งเดิมบริเวณนี้นั่นเอง

และสำหรับใครที่ได้มาวัดแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ควรพลาดชมก็คือ หอพระม่านและหอพระพุทธไสยาสน์ที่อยู่ด้านหลังสิม หอ พระเล็กๆ สองหลังนี้ทาด้วยสีชมพู ประดับตกแต่งด้วยกระจกสีเป็นลวดลายเล่าเรื่องราวนิทานพื้นบ้านของลาว หากลองเดินดูใกล้ๆ ก็จะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของชาวลาวผ่านรูปภาพเหล่านั้นด้วย

พระธาตุจอมพูสี

พระธาตุจอมพูสี โด่ดเด่นอยู่บนยอดเขากลางในเมืองหลวงพระบาง ในสมัยโบราณคือศูนย์กลางวัฒนธรรม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นมิ่งขวัญของชาวหลวงพระบาง ซึ่งคนส่วนมากที่ไปเที่ยวหลวงพระบางแล้ว แต่อยากไปเห็นพระธาตุจอมพูสีจนมีคำพูดติดปากกันว่า “ไปเที่ยวหลวงพระบางถ้าไม่ได้ขึ้นพระธาตุจอมพูสีก็เท่ากับว่าไปไม่ถึงหลวงพระบาง”

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม

วัดใหม่สุวันนะพูมาราม วัดแห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระบาง และใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าพระบางอีกด้วย ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้เป็นที่ให้ประชาชนมาสรงน้ำพระบางในวันงานบุญปีใหม่ (วันสงกรานต์)

วัดวิชุน

วัดวิชุน วัดที่เจ้าชีวิตวิชุนราชโปรดฯ ให้สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2046 และตั้งชื่อวัดตามพระนามของพระองค์ วัดแห่งนี้ยังเคยเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสำคัญอย่างพระบาง พระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบางอีกด้วยเราเข้าไปไหว้พระประธานภายในสิม หลังจากกราบพระเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมเดินไปด้านหลังพระประธานเพื่อชมพระพุทธรูปไม้เก่าแก่ รวมทั้งศิลปวัตถุต่างๆ ที่รวบรวมจากวัดร้างต่างๆ ในหลวงพระบางมาเก็บรักษาไว้ที่นี่ นอกจากนี้ ในวัดวิชุนยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ “พระธาตุหมากโม” พระธาตุที่มีลักษณะคล้ายผลแตงโมคว่ำผ่าครึ่ง เป็นพระธาตุสำคัญของวัดและของเมืองหลวงพระบางอีกแห่งหนึ่งด้วย

ถ้ำติ่ง

ถ้ำติ่ง

ถ้ำติ่ง เป็นถ้ำน้อย ตั้งอยู่ปากอู ห่างจากหลวงพระบางประมาณ 40 กิโลเมตร ซึ่งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มากมายมหาศาล ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าเป็นเวลายาวนานเท่าใดที่ประชาชนได้นำเอาพระพุทธ รูปมาถวายเป็นที่เคารพบูชาไว้ที่ถ้ำกลางแม่น้ำโขง ซึ่งพระพุทธรูปอยู่ที่ถ้ำดังกล่าว ยิ่งนับวันก็ยิ่งมากขึ้น เนื่องจากทุกๆ ปี เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ลาว ชาวหลวงประบางจะพากันล่องเรือมาทำบุญกันอยู่ที่นี่ ในการมาทำบุญกันแต่ละครั้งจะนำเอาพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ และทำด้วยไม้แกะสลักมาถวาย

น้ำตกตาดกวางสี

น้ำตกตาดกวางสี

น้ำตกตาดกวางสี ตั้ง อยู่ห่างจากหลวงพระบางลงไปทางใต้ประมาณ 30 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการพักผ่อน เพราะมีอากาศบริสุทธิ์และมีธรรมชาติอันสวยงามเขียวชอุ่มไปทั่ว เป็นที่น่าพิศวงยิ่งนักตามเส้นทางท่านจะได้พบกับวิถีชีวิตและความเป็น เอกลักษณ์อันแท้จริงของบรรดาชนกลุ่มน้อยในลาวโดยเฉพาะหมู่บ้านลาวเทิง เช่น หมู่บ้านท่าแป้น, บ้านตาดและบ้านอู้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวหลวงพระบางดั้งเดิมซึ่งยังคงรักษาการดำรงชีวิตแบบ ลาวๆ เกือบหมดทุกอย่างและท่านจะได้พบกับการดำข้าวด้วยพลังงานของกระแสน้ำ

ตบท้ายด้วย ตลาดมืด ถนนข้าวเหนียว ยามค่ำคืน บริเวณถนนศรีสว่างวงศ์จะถูกปิด แล้วถูกแปรสภาพกลายเป็น ตลาดมืด ไม่ใช่ขายของผิดกฏหมาย แต่ขายของพื้นเมือง มีหลากหลายให้เราเลือกซื้อ ทั้งกระเป๋า ผ้าพันคอ ปลอกหมอน จนถึงผ้าปูที่นอน สร้อย แหวน กำไล หรือ ธูปหอม ฯลฯ ….น่าซื้อไปเสียหมด ส่วนราคาก็ต้องต่อรองเอาเอง แนะนำว่า ควรสอบถามราคา หลายๆร้าน บางร้านอยู่ไกลหน่อย ราคาก็ถูกลง ถนนนี้ มีคำพูดเล่นๆ ว่า เมืองไทยมี ถนนข้าวสาร ถนนนี้ เป็น พี่น้องกัน ชื่อ ถนนข้าวเหนียว

ทั้งนี้ สถานที่ท่องเที่ยวและวัดสำคัญที่เข้าชม จะต้องซื้อบัตรเพื่อบำรุงสถานที่ทุกๆ แห่ง สถานที่ละ 20,000 กีบเท่ากัน หรือราว 74 บาท

การเดินทาง

ปัจจุบันการจะเดินทางไป หลวงพระบาง นั้นแสนจะสะดวก ทั้งทางบกและทางน้ำ ทั้งด้านหนองคาย น่าน และทางเรือจากเชียงของเชียงราย ตามลำน้ำโขง เส้นทางสายการบินหลายสายและแอร์ลาว รวมทั้งที่พักระดับธรรมดาไปจนถึงสี่ดาว เพื่อพักผ่อนในเมืองสงบที่มีมีความโดดเด่นทางสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล ซึ่งยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์

ทั้ง นี้ พี่น้องชาวไทยทุกท่านสามารถเข้าเมืองหลวงพระบางโดยไม่ต้องเสียค่าวีซ่า แถมเงินบาทไทยยังสามารถใช้ได้ทั่วทุกท้องถิ่นในหลวงพระบาง ทางคมนาคมก็สะดวก แหม ช่วงนี้ถ้าใครอยากเที่ยวต่างประเทศแบบใกล้ๆ แถมยังสบายกระเป๋า หลวงพระบาง ก็เป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย ใช่ไหมล่ะคะ

Oct 9
ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ฮอยอัน ในวันฝนพรำ (Lisa)

สัมผัสวิถีและลีลาของเมืองเก่าอายุนับพันปีแต่ทว่ายังมีลมหายใจจวบจนวันนี้

หากมองข้ามตำแหน่ง “มรดกโลกทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็น “มายาคติ” ที่มาพร้อมกับกระแสทุนนิยม เมืองฮอยอัน ที่ตั้งอยู่ทางตอนกลางของ เวียดนาม นับว่ามีสิ่งล่อตาล่อใจให้อยากไปสัมผัสไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเมืองโบราณอายุกว่าพันปีที่ยังมีลมหายใจจนถึงปัจจุบัน เมืองที่ท้องทะเลยังพิสุทธิ์ใส หรือกระทั่งเมืองที่ผู้คนยังใส่ชื่อไร้มารยา ฯลฯ ว่ากันว่าการไปเยี่ยมเยือนเมืองแห่งนี้ในช่วงที่สายฝนพรำ ถือเป็นช่วงที่งดงามที่สุด เพราะต้นไม้ใบหญ้าก็ระเริงรื่นด้วยสายฝน ผู้คนที่เป็นหัวใจของเมืองก็มีสีหน้าฉ่ำชื่นเนื่องด้วยข้าวและปลาอุดม สมบูรณ์

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

เมืองพันปี แต่ยังมีลมหายใจ

ฮอยอัน (Hoi An) แห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองถึงขนาดที่ว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรจามปา (ร่วมสมัยกับทวารวดี) ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม เป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าอุดสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก เพราะตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำทูโบน เล่ากันว่าเมื่อกว่าพันปีที่แล้วฮอยอันมีชาวต่างชาติต่างภาษาเข้ามาติดต่อ ค้าขายมากมาย ผู้คนเหล่านั้นมาสร้างความเจริญให้ฮอยอัน ปรากฏหลักฐานเป็นงานสถาปัตยกรรมในรูปแบบเฉพาะของฮอยอัน ซึ่งดูแล้วก็ผสมปนเปในหลาย ๆ วัฒนธรรม จะว่าอินเดียก็ไม่ใช่ จีนก็ไม่เชิงหรือตะวันตกก็ยังไม่เหมือน

งานสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวหลายคนหลงใหล และทั้งหมดยังมีลมหายใจ คือยังมีผู้คนอยู่อาศัย ยกเว้นเพียงพระราชวังเท่านั้นที่กลายเป็นอดีตไปแล้ว จากเหตุผลข้อนี้เมื่อสิบปีที่แล้ว UNESCO จึงได้ยกฐานะฮอยอันขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งกินอาณาบริเวณทั้งตัวเมือง ส่งผลให้ทุกวันนี้ฮอยอันเป็นหนึ่งในปลายทางของนักท่องเที่ยวผู้โหยหาอดีต จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้เห็นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บาร์ร้านอาหาร รวมถึงโรมแรมทันสมัยที่แข่งขันกันผุดขึ้นทั่วทั้งเมือง

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ถนนสายวัฒนธรรม

“ถนนตรันฝ” ที่ตัดผ่านเมืองฮอยอันถือเป็นศูนย์กลางของเมืองโบราณแห่งนี้ สองฟากฝั่งถนนเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์โบราณมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของคหบดีชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2388-2488 สถานที่ที่ควรไปเยี่ยมชมของถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้ เช่น จั่วฟุกเกี๋ยน หรือสมาคมชาวจีน ซึ่งเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ที่สุดของถนนสายนี้ มีอายุเกือบ 200 ปี

ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ ยังมีวัดที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่พระนางเทียนเห่า (เทวีแห่งความอุดมสมบูรณ์) ส่วนสถานที่แห่งที่สองที่อยากให้ไปเยี่ยมชมก็คือ “บ้านเลขที่ 101″ ซึ่งเป็นคฤหาสน์ของตระกูลเก่าแก่ที่สุดของฮอยอัน นั่นก็คือตระกูล “Tan Ky” จากอดีตจนถึงปัจจุบันหฤหาสน์หลังนี้ผ่านการอยู่อาศัยมาแล้วกว่า 7 ชั่วคน นับเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และสวยงามที่สุดของเมืองฮอยอัน ภายในแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนตามวัฒนธรรมเวียดนามได้อย่างลงตัว สองฟากฝั่งของถนนตรันฝูยังมีร้านรวงขายสินค้าพื้นเมืองเวียดนามรวมถึงอาหาร พื้นเมืองรสชาติน่าลิ้มลอง

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ความงามสองฟาก “ทูโบน”

จากวันวานจนถึงวันนี้ แม่น้ำทูโบนถือว่าเป็นสายเลือดหลักของฮอยอัน หากมาฮอยอันแล้วไม่ได้มานั่งเรือชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำ ก็ถือว่ายังมาไม่ถึงฮอยอัน แม่น้ำทูโบนในอดีตถือเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางที่โลกตะวัน ตกมาพบกับโลกตะวันออกก็ว่าได้ แต่หลังจากแม่น้ำทูโบนเริ่มตื้นเขิน เรือสินค้าขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้ามาเทียบท่าได้ เมืองดานังที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้จึงขึ้นมาเป็นเมืองท่าสำคัญแทน ในปัจจุบันสายน้ำแห่งนี้ก็ยังคงรินไหล ภาพชีวิตก็คล้ายแบบเดิม ๆ คือยังมีชาวบ้านแจวเรือออกหาปลาและใช้แม่น้ำเป็นเส้นทางสัญจร ดังนั้น การมาชมลีลาของผู้คนทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำ จึงคล้ายกับว่าเรากำลังเดินทางย้อนเวลากลับไปหาอดีตยังไงยังงั้น

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

ต้องมนต์อีกครั้งที่ “หาดเกาได๋”

นอกจากฮอยอันจะมีอาคารแบบซิโน-โปรตุกีสโคโลเนีล หรือแบบที่เก่าแก่กว่านั้นให้เสพชมแล้ว เลยออกไปจากฝั่งเมืองเก่าไม่มากนัก (คนละฝั่งของแม่น้ำทูโบน) ยังเป็นที่ตั้งของชายหาดที่สวยจนอาจลืมไม่ลง ซึ่งมีชื่อว่า “เกาได๋” เสน่ห์ของชายหาดแห่งนี้ก็คือภาพของทรายสีขาวเนื้อละเอียดตัดกับน้ำทะเลสี เขียวความที่อยู่เบื้องหน้า ที่สำคัญชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างสงบงาม คือนักท่องเที่ยวยังไม่พลุกพล่านมากนัก แต่ก็มีกิจกรรทางน้ำให้เลือกสนุกมากมาย นอกจากนี้ ฝั่งตรงข้ามของชายหาดยังมีโรงแรมระดับคุณภาพเปิดให้บริการอย่างหลากหลาย รวมถึงมีร้านอาหารทะเลที่น่าลิ้มลอง หากอยากสัมผัสอาหารเลสไตล์เวียดนามแท้ ๆ หาดเกาได๋ควรเป็นหนึ่งในจุดหมายที่คุณห้ามมองข้าม

ฮอยอัน Hoi An
ฮอยอัน Hoi An

Extra Tips

สำหรับ การเที่ยวชมเมืองฮอยอัน ต้องซื้อบัตรเข้าชม หากเป็นชาวต่างชาติท่านละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ สามารถเข้าชมได้ 5 สถานที่ ภายในในหนึ่งวัน หากเป็นสถานที่ที่ 6 ต้องจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มสถานที่ละ 2 คอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสถานที่จำหน่ายบัตรก็คือบริเวณหัวถนนตรันฝู จะเลือกชมเมืองเก่าด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน หรือใช้บริการสามล้อถีบก็ได้ตามแต่ความพึงพอใจ

อาหาร พื้นเมืองสไตล์เวียดนามแท้ ๆ จะแตกต่างจากอาหารเวียดนามที่จำหน่ายในเมืองไทย ทั้งชื่อเรียกหน้าตา และส่วนผสม ดังนั้น หากอยากลิ้มลองอาหารเวียดนามแท้ ๆ ควรถามชื่อส่วนผสม และรสชาติก่อนสั่ง ซึ่งอาหารเวียดนามแท้ ๆ จะมีเอกลักษณ์สำคัญคือ มีผักจานโตเสิร์ฟเป็นเครื่องเคียง อาหารเวียดนามที่ฮอยอันรสชาติค่อนข้างจืด และไม่ว่าจะเป็นภัตตาคารระดับคุณภาพหรือร้านอาหารข้างทาง จะหนักไปที่การใช้ผงชูรสเป็นเครื่องปรุงรสหลัก ดังนั้น หากแพ้หรือไม่รับประทานผงชูรสก็ควรกำชับคนปรุงให้ดี

Fast Facts

จาก จังหวัดมุกดาหารสามารถขับรถไปเมืองฮอยอันได้ โดยข้ามสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 สู่แขวงสะวันเขต (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และเข้าสู่ประเทศเวียดนามที่เมืองลาวบาว เว้ ดานัง และเมืองฮอยอัน โดยใช้เวลาในการขับรถไม่เกิน 3 ชั่วโมงครึ่งโดยประมาณ ถือเป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุดสำหรับการเดินทางจากเมืองไทยสู่ฮอยอัน ณ วันนี้

หาก ไม่สะดวกเดินทางโดยรถยนต์ก็สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้ แต่ต้องไปลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติฮานอย (ใช้เวลาบินประมาณ 1.30 ชั่วโมง) จากนั้นก็นั่งรถไฟล่องลงมาสู่ฮอยอัน (ใช้เวลาประมาณ 8-9 ชั่วโมง)

สนใจ ทัวร์ต่างประเทศ เชิญได้ที่ etravelway

Oct 8

จัดการ สิว ให้ถึงระดับเซลล์ด้วย Photonic 500

Photonic 500 คืออะไร

คือเลเซอร์แบบหนึ่งจากเยอรมัน ซึ่งเราเรียกว่า low level laser therapy ซึ่งภาษาไทยเราเรียกว่า เลเซอร์ความเข้มต่ำ ถ้าเรารู้จักเลเซอร์ก็จะมีด้วยกันสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเลเซอร์ความเข้มสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักกันดี กลุ่มที่สองคือเลเซอร์ความเข้มต่ำ พวกเลเซอร์ความเข้มสูงเวลาปล่อยลำแสงออกไปมันจะทำให้เกิดความร้อนที่ผิว เลเซอร์กลุ่มแรกจะเป็นเลเซอร์ทำลาย ยกตัวอย่างเช่น มีขนต้องการทำลายขน มีไฝต้องการทำลายไฝ พวกนี้จะเป็นเลเซอร์กลุ่มแรก เพราะฉะนั้นเวลายิงเลเซอร์บนผิวจะรู้สึกร้อน แต่ถ้าเป็น photonic 500 จะอยู่ในกลุ่มที่สองเป็นเลเซอร์ความเข้มต่ำ คือเวลาทำแล้วจะไม่เกิดความร้อน จะเหมือนแสงวิ่งผ่านบนผิว และจะไปเปลี่ยนเคมีในเซลล์ อะไรก็ตามที่มีลักษณะเซลล์มีปัญหา อาจจะมีเคมีมากหรือน้อยเกินไป ตัวเลเซอร์นี้จะไปปรับสมดุลของเคมีทำให้เข้าสู่ภาวะปกติ จริงๆแล้วเลเซอร์ความเข้มต่ำนี่สามารถใช้รักษาโรคได้หลายโรค เลเซอร์ความเข้มต่ำหรือเจ้า photonic 500 นี้ตัวเครื่องจะมีเลเซอร์อยู่สองชนิด ชนิดแรกเลยก็เป็น infrared ซึ่งมีความยาวคลื่นอยู่ที่ 810 นาโนเมตร อีกตัวหนึ่งจะเป็นแสงสีแดงซึ่งจะอยู่ที่ 655 นาโนเมตร ออกฤทธิ์ที่เซลล์ต่างกัน ถ้าเป็น infrared จะออกฤทธิ์ที่ตัวเยื่อบุเซลล์หรือ cell membrane แต่ถ้าเป็น visible red light (แสงสีแดง) จะออกฤทธิ์ในเมโตรคอนเดรียล คือทำให้เซลล์เกิดพลังงาน เกิดการซ่อมแซมตัวเอง เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นเซลล์ปวดเกิดจากสมดุลเคมีเปลี่ยน ยกตัวอย่างเช่นเราเกิดอาการปวด สาเหตุเกิดจากการที่เซลล์หลั่งเคมีบางตัวทำให้เกิดอาการปวด หรืออย่างสิวอักเสบ เคมีกำลังเยอะเลย กำลังบวม เป็นหนอง ก็สามารถทำให้สงบได้

ที่เข้าใจก็คือสามารถรักษาได้ทั้งสิวอักเสบ เซบเดิร์ม แผลเป็น หลุมสิว เหตุผลคืออะไร

อย่าง ที่เราบอกว่า photonic 500 เป็นเลเซอร์ความเข้มต่ำ ออกฤทธิ์บำบัดเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์ที่ปวด ไม่ว่าจะทำงานมากไปหรือน้อยไป ทีนี้ถ้าเรามาโฟกัสในเรื่องของสิว หรือโรคผิวหนังที่จะเจอบ่อยคือเซบเดิร์ม

ทีนี้ในช่วงของสิวอักเสบ ถ้าเราใช้เลเซอร์ photonic 500 ไปบำบัดมันจะมีโปรแกรมบำบัดโดยเฉพาะสามารถตั้งได้ในตัวเครื่อง หลักการของสิวที่อักเสบเกิดขึ้นเพราะมีการหลั่งสารบางตัวชื่อว่าพรอสตาแกลน ดินส์เยอะ ทำให้เกิดการบวมฉ่ำและปวด ฉะนั้นเมื่อเราใช้เลเซอร์ตัวนี้เข้าไปบำบัด เรารู้แล้วว่ามันช่วยยับยั้งเคมีพวกนี้ได้ ทำให้สารพรอสตาแกลนดินส์หยุดหลั่ง การอักเสบก็จะแห้งลง ซึ่งถามว่าเห็นผลเมื่อไหร่ โดยปกติพวกนี้เลเซอร์ความเข้มต่ำก็จะแตกต่างจากเลเซอร์ความเข้มสูง พวกนี้จะต้องทำถี่นิดหนึ่ง สัปดาห์แรกๆนี่ควรจะทำ 2-3 ครั้ง แต่ห้ามเกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าหากคนนั้นเป็นไม่มาก ประมาณ 6 ครั้งก็จบแล้ว แต่ถ้าคนนั้นเป็นเรื้อรังมานาน อาจจะต้อง 12 ครั้ง ซึ่งเราเรียกว่า session อีกอันก็คือในบางกรณีจะไม่ใช่อักเสบอย่างเดียว มีเรื่องหลุมกับเรื่องรอยนูนแผลเป็น ถ้าเกิดว่ามีรอยนูนแผลเป็นร่วมด้วย และเซลล์เริ่มโอเวอร์ คือสร้างพังผืดมาเยอะ เราก็จะมีโปรแกรมที่สามารถตั้งได้ในเครื่องเรียกว่าโปรแกรมสกา (Scar) เข้าไปกดรอยนูนให้ราบลงโดยไม่ต้องฉีดยา หรือถ้าเกิดเป็นหลุม ก็เป็นลักษณะ inert คือทำงานน้อย ก็จะไปปลุกเซลล์ที่มีการทำงานน้อยให้มีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทน เลเซอร์ตัวนี้สามารถกระตุ้นและยับยั้งได้ในเวลาเดียวกัน แล้วแต่โปรแกรมที่เราเลือกใส่ ซึ่งตัวเครื่องนี้มีหลายร้อยโปรแกรม เหมือนกับเราส่งโค้ดของเซลล์เข้าไป

เครื่องนี้มีข้อจำกัดหรือไม่ว่าใครที่ไม่สามารถใช้ได้

เครื่อง ตัวนี้ข้อดีของเค้าก็คือจะไม่มี down time เช่นการเกิดผิวแดงไหม้ ร้อนผิว เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น มีอย่างเดียวก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใส่โปรแกรมของเซลล์ผิด ก็จะทำให้ไม่เกิดผลใด และสามารถทำได้ทุกวัยตั้งแต่เด็ก เพราะว่าเราไม่ต้องสัมผัสตัวเด็กเลย คือแค่แสงวิ่งอย่างเดียว แต่ข้อจำกัดอยู่ตรงที่ว่า
1.    ห้ามทำในตำแหน่งที่มีเนื้องอก หรือที่เป็นเซลล์มะเร็ง ตำแหน่งเหล่านี้เราจะใช้เครื่องนี้ไปสแกนไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นเซลล์บำบัด ดังนั้นอาจทำให้เกิดอาการเซลล์แปรปรวนได้
2.    ตำแหน่งที่ใกล้หัวใจ หัวใจนั้นมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีแผลที่ใกล้หัวใจ หรือโรคที่ใกล้หัวใจ เมื่อสแกนไปมันจะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปอีกแบบหนึ่ง อาจจะรบกวนการทำงานของคลื่นหัวใจได้ ดังนั้นจึงมีสองเรื่องที่ต้องระวังคือ หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องนี้ในตำแหน่งที่มีก้อนเนื้องอกหรือเซลล์มะเร็ง และตำแหน่งใกล้หัวใจ

การรักษาด้วยวิธีนี้สามารถใช้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น หรือเลเซอร์ตัวอื่นๆ ได้หรือไม่

เลเซอร์ ตัวนี้นิยมใช้กันมากในต่างประเทศ โดยแพทย์เฉพาะทางในหลายๆ ด้าน เช่นตั้งแต่หมอกระดูกก็ใช้ เรื่องของกระดูกติด กล้ามเนื้อปวดเรื้อรัง ซึ่งพวกนี้เรารู้ว่าเป็นผลพวงจากเซลล์ปวด ต่างประเทศใช้ก่อนการจัดกระดูกเพื่อให้กล้ามเนื้อนั้นนิ่มและจัดได้ง่าย หรือแพทย์บางท่านใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยา หมอศัลยกรรมตกแต่งก็ใช้ ใช้หลังการผ่าตัด เพราะหลังจากการผ่าตัดจะมีการบวมช้ำ ห้อเลือด หลังทำตาสองชั้น หลังการเสริมจมูก พอสแกนไปแล้วซัก 4-5 วันก็หายเป็นปกติ แพทย์ผิวหนังก็ใช้ คือใช้เรื่องของสิว ของแผลเป็น ใช้เรื่องของยกกระชับใบหน้า แพทย์ฝังเข็มก็ใช้ร่วมกับการฝังเข็มได้ด้วย ในต่างประเทศจะเรียกว่า combination เราสามารถใช้รักษาร่วมกับวิธีอื่น ๆ คือยานั้นเป็นเรื่องปกติ การทายาหรือรับประทานยาก็ยังคงใช้เหมือนเดิม สามารถใช้กับเครื่องมือได้สองแบบ แบบแรกคือการใช้ร่วมกับเลเซอร์ความเข้มสูง ยกตัวอย่างเช่นการใช้เลเซอร์ความเข้มสูงทำลายขน หรือหูด กรณีแบบนี้จะใช้การรักษาด้วยเลเซอร์ความเข้มสูงก่อน แล้วจึงค่อยใช้เลเซอร์ความเข้มต่ำไปตบทับทีหลัง เพื่อลบทำให้แผลหายเร็ว ลดอาการปวด ลดอาการแดง ถ้ารักษาด้วยเลเซอร์ความเข้มสูงต้องใช้เลเซอร์ความเข้มสูงก่อน แต่ถ้าในเรื่องของทรีทเม้นต์ อย่างเช่นบางคนไม่ชอบเลเซอร์ความเข้มสูงเลยเพราะมันร้อน ก็ใช้ตัวนี้ร่วมกับโปรแกรมบำรุงผิว ก็คือการใช้เลเซอร์ความเข้มต่ำเปิดผิวก่อน หรือลบรอยแผลก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยพอก หรือทำการนวดทรีทเม้นต์เพิ่ม เพื่อทำให้สารบำรุงหรืออาหารบำรุงเข้าไปที่ผิวได้ดีขึ้น

ต้องใช้วิธีนี้นานแค่ไหนจึงจะเห็นผลในเรื่องของการรักษาสิว หรือเซบเดิร์ม

จริง ๆ แล้วผลพวกนี้ถือว่าเร็ว ถ้าในคนที่มีสิวอักเสบ เมื่อทำครั้งแรกก็จะเห็นแล้วว่าแห้งลงตั้งแต่วันแรกที่ทำ ถามว่าทำไมเร็วขึ้นกว่าตอนที่ไม่ได้ทำ เพราะว่าเซลล์มันถูกยับยั้งจากอาการปวดให้ดีขึ้น แต่ถ้าถามว่าทำครั้งเดียวแล้วหายเป็นปกติเลยมั้ย ก็ต้องตอบว่ายัง เนื่องจากการหลั่งของเคมีเรามันก็เหมือนกับการเปิด-ปิดสวิตซ์ของเซลล์ สมมุติว่าวันแรกเรามีเคมีที่เปิดสวิตซ์เยอะแยะเลย เคมีหลั่งเต็มที่ พอเราไปใช้เครื่องสแกนครั้งเดียวเพื่อให้มันปิดทันทีเลยก็ไม่ใช่ แต่มันจะเริ่มหยุด ฉะนั้นการหยุดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ทำ เพราะฉะนั้นแล้วโดยทั่วไปขั้นต่ำก็จะทำ 6 ครั้ง ถ้าสวิตซ์ของเคมีไม่ถูกเปิดและเคมีไม่ออกมาเยอะ 6 ครั้งคือจบเลย แต่ถ้าเป็นเรื้อรังนานๆนั้นขั้นต่ำอยู่ที่ 12 ครั้ง แต่การเห็นผลก็คือเห็นว่าดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรก แต่ยังไม่สู่ภาวะปกติ ส่วนใหญ่ก็จะทำกัน 6-12 ครั้งแล้วแต่ปัญหา โดยทำสัปดาห์ละประมาณ 2-3 ครั้ง ฉะนั้นใน 1-2 สัปดาห์จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้เลย

หลังจากทำการรักษาด้วยวิธีนี้ จะทำให้ความถี่ในการเกิดสิวห่างออกไปหรือไม่

เรื่องของสิว จากที่เคยมีประสบการณ์ แน่นอนเลยเรื่องของสิวที่บวมแดงช้ำ เป็นหลุมแผลเป็น หรือรอยนูน อันนี้ช่วยได้อยู่แล้ว อันที่สองคือกลุ่มที่เป็นเรื้อรังแล้วต้องพึ่งแต่ยา ต้องกินยาพวกกรดวิตามินเอทำให้หน้าแห้ง ตาแดงตลอดเวลา เครื่องนี้ก็สามารถออกฤทธิ์ไปที่ต่อมไขมัน เพราะคนที่เป็นสิวนั้นต่อมไขมันจะทำงานมากเกินไป เราจะมีโปรแกรมสิว ซึ่งจะยิงโค้ดไปที่ต่อมไขมันโดยตรง ทำให้ต่อมไขมันนั้นทำงานน้อยลง ฉะนั้นหน้าก็จะมันน้อยลงโดยไม่ต้องกินยา บางคนหน้ามันแต่ไม่มีสิวแต่รำคาญกับหน้ามัน พอมาสแกนแล้วหน้าก็จะหายมัน แต่ถามว่าถาวรมั้ย คำตอบก็คือไม่ ตราบใดที่เลเซอร์ยังเข้าไปช่วยก็จะทำให้เกิดความสมดุลอยู่ หากว่าไม่ได้ทำซัก 2-3 เดือน และเป็นคนที่ปกติก็หน้ามัน พอระยะหนึ่งก็จะถูกปลุกใหม่ ฉะนั้นในคนที่หน้ามัน ก็จะทำ 2-3 อาทิตย์ครั้ง เพื่อทำให้ไม่มีสิวและหน้าก็ดูไม่มัน และเป็นการป้องกันสิวโดยไม่ต้องพึ่งยากินและยาทา

คนไข้ที่เข้ามารับการรักษาสามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตามปกติหรือไม่

ได้ ตามปกติ การใช้เลเซอร์ตัวนี้ไม่มีข้อห้ามในเรื่องของการใช้ครีมทาผิว ยากิน ยาทา การรักษาอื่น ๆ ทุกอย่างสามารถทำได้ตามปกติเหมือนเดิม แต่อาจจะกล่าวได้ว่าตัวนี้เป็นเหมือนทางลัดของเซลล์ที่ปวด เหมือนภาษาชาวบ้านก็จะเรียกว่าน้ำเหลืองไม่ดี สมัยก่อนเด็ก ๆ เป็นแล้วทุกอย่างหายเร็ว เพราะเซลล์มันยังขยัน แดงก็ไม่นานแป๊บเดียวก็หาย แต่พออายุมากขึ้นก็จะช้าลงอันนี้เป็นทุกคน เราเรียกว่า inert คือพลังงานมันน้อย เพราะฉะนั้นตัวนี้จะช่วยให้เซลล์กลับมาอยู่ในภาวะเหมือนตอนเราเด็กๆ ก็มีการซ่อมได้เร็ว ก็เป็นทางลัดทางหนึ่ง

ค่าใช้จ่ายในการรักษา

การ รักษาแต่ละครั้งนั้นจะถูกกว่าการรักษาด้วยเลเซอร์ความเข้มสูง แต่จำนวนครั้งจะบ่อยกว่า ปกติค่าใช้จ่ายก็จะคิดเป็น session ว่าจะทำ 6 หรือ 12 ครั้ง เฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณพันกว่าบาท ต่อหนึ่ง area บางคนก็มีหลายปัญหาแต่ถ้าเราทำทั่วหน้าเลยก็จะคิดเป็น 1 area แต่ละครั้งก็จะมี 3 โปรแกรมที่ใส่เข้าไปได้ สมมุติว่าใบหน้าคนนั้นอาจจะมีเรื่องสิวเราก็จะใส่เป็นโปรแกรมสิว ถ้าคนนั้นมีแผลเป็นเราก็จะใส่โปรแกรมรอยแผลเป็น ถ้ามีหลุมก็จะใส่โปรแกรมหลุม แต่ใส่มากกว่า 3 โปรแกรมในหนึ่งครั้งไม่ได้ เพราะเครื่องจะเริ่มงง ใส่เยอะไปไม่ได้ ครั้งหนึ่งจะได้เพียง 2-3 โปรแกรม เหมือนใส่โค้ดของเซลล์แล้วคราวหน้าค่อยมาทำอย่างอื่นต่อ นี่คือรวมเป็นหนึ่งครั้ง ครั้งละประมาณพันกว่าบาท

ถ้าเห็นว่าบทความนี้ประโยชน์และนำไปใช้ในเวบหรือ blog ส่วนตัวกรุณาทำลิงค์มาที่เราด้วยนะครับ

ขอขอบคุณ

น.พ. โกสินทร์ แจ่มเพ็ชรรัตน์

บริษัท ซี เวลเนส จำกัด

Oct 5

ปรึกษาและรักษา สิว ได้ที่ยาซาชี่คลีนิคและพรเกษมคลีนิค

- เลือกเครื่องสำอางที่ดี ปลอดภัย และไม่ระคายเคืองผิว

เครื่อง สำอางต้องมีส่วน ผสมที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ระบุ Fragrance Free ยิ่งดี เพราะน้ำหอมทำให้ระคายเคืองได้ ผสมสารเคมีน้อยที่สุด ดูพวก Alcohol อย่าเสี่ยงกับ สารหน้าขาว ยาสเตียรอยด์ ยาแก้แพ้ สารปรอท ไฮโดรควิโนน ที่แอบแฝงมาในเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือดูจากที่มา มีชื่อที่อยู่ผู้ผลิตที่เป็นจริง ผ่านการทดสอบทางการแพทย์ ยิ่งดี

- ดูแลรักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม

ถ้า ใช้ครีมกันแดด หรือเครื่องสำอางที่มีค่า SPF ทุกชนิดรวมถึงแป้งทาหน้า พวกรองพื้น เมคอัพ ทาแก้ม ชิมเมอร์ด้วย ต้องล้างหน้า 2 ขั้นตอน ล้างด้วยคลีนเซอร์ดี ๆ ก่อนล้างด้วยโฟมอีกครั้ง

- สัมผัสผิวอย่างอ่อนโยน

อย่า ขัดถูแรง ๆ และไม่ควรสครับหน้าบ่อย ๆ เลือกผ้าขนหนูนุ่ม ๆ สำหรับซับหน้า หรือใช้ทิชชูสะอาดซับก็ได้ การสครับผิว หรือถูผิวแรง ๆ จะเป็นการกระตุ้น การระคายเคืองและทำให้เกิดสิว

- เลี่ยงการสัมผัสใบหน้า

ระหว่างวันไม่ต้องแตะต้องสัมผัสใบหน้าเลยยิ่งดี อย่าแกะสิว เชื้อโรคจะได้ไม่เข้าสู่ผิว การแกะสิวก็ทำให้เป็นแผลเป็น

- ระวังเรื่องสารตกค้างที่มองข้าม

เวลา สระผม ก็ให้แชมพูไหลลงหลังจะดีกว่า ถ้าปล่อยให้ลงหน้า ก็จะทำให้ผิวหน้าสัมผัสกับหัวน้ำหอมและความลื่นของแชมพู ซึ่งจะตกค้างบนผิวได้ เพราะจะ เป็นตัวกระตุ้นการระคายเคืองและสิวดีนัก

- ปรึกษาผู้รู้จริง เท่านั้น

อย่าเชื่อคนไม่รู้จริง ฟังหูไว้หูดีกว่า ไม่งั้นก็ถามผู้รู้ เช่นแพทย์ เภสัชกร จะดีกว่า